|
Whisper of the Heart (1995)
(บรรยายไทย)
กำกับ โดย โยชิฟูมิ คอนโดะ
อำนวยการสร้าง โดย ฮายาโอะ มิยาซากิ และ ซูซึกิ โทชิโอะ
บทภาพยนตร์ โดย ฮายาโอะ มิยาซากิ ดัดแปลงจากมังงะของ อาโออิ ฮิอิรางิ
เข้าฉาย เมื่อ 15 ก.ค. 1995 (ญี่ปุ่น) 7 มี.ค. 2006 (สหรัฐอเมริกา)
ความยาว 111 นาที
ภาษา ญี่ปุ่น
หากเอ่ยถึง Sudio Ghibli, หลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อของฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) และไอซาโอะ ทาคาฮาตะ (Isao Takahata) สองสหายผู้ก่อตั้งสถาบันแห่งนี้ขึ้นมา รวมไปถึงภาพยนตร์แอนิเมชันอย่าง My Neighbor Totoro, Grave of the Fireflies และ Spirited Away ที่นำเสนอเรื่องราวอันสนุกสนานอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แฝงไว้ด้วยปรัชญาข้อคิด และสามารถเข้าถึงบุคคลได้ทุกเพศทุกวัยจนโด่งดังไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม, สถานที่อันเปรียบเสมือนโรงละครบ่มฝันยังคงมีนักสร้างแอนิเมชันชั้นอ๋องคนอื่น ๆ อีกที่ผลิตผลงานของตนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและมีแง่มุมที่น่าสนใจไม่แพ้ปรมาจารย์ทั้งสองคนเช่นกัน
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของ "โยชิฟูมิ กอนโด" (Yoshifumi Kondou)-เพื่อนสนิทและรุ่นน้องผู้มากฝีมือของมิยาซากิ-ที่เคยทำงานร่วมกับทั้งมิยาซากิและทาคาฮาตะ อีกทั้งมีส่วนในความสำเร็จของสตูดิโอจิบลิมากมาย ก่อนที่ในปีค.ศ.1995 เขาจะได้รับโอกาสให้กำกับภาพยนตร์อย่างเต็มตัวในหนังที่บอกเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความน่ารักสดใส ตลอดจนความสับสนระหว่างความจริงกับความฝันอย่าง "Whisper of the Heart" เสียงกระซิบจากหัวใจ

Whisper of the Heart, หรือ 耳をすませば-Mimi wo Sumaseba (แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า If you listen closely) สร้างจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกันของ "ฮิรากิ อาโออิ" (Haragi Aoi) โดยมีมิยาซากิเป็นผู้เขียนบท (ซึ่งแตกต่างไปจากเวอร์ชันมังงะเล็กน้อย) และวางสตอรี่บอร์ดให้, เปิดเรื่องด้วยภาพเมืองสวย ๆ ที่เต็มไปด้วยแสงไฟสว่างไสวตัดกับความมืดยามค่ำคืน คลอเคล้าด้วยเพลงอมตะจังหวะสนุกสนานอย่าง Take Me Home, Country Road ที่มีเสียงใส ๆ หวาน ๆ ของโอลิเวีย นิวตัน จอห์นเป็นผู้ขับร้อง
เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งภายใต้บรรยากาศทันสมัยของประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่เด็กวัยรุ่นคนอื่น ๆ กำลังตั้งหน้าตั้งตาเตรียมตัวสอบเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมปลาย แต่ "ชิซึกุ ซึกิชิมา" (Shizuku Tsukishima)-เด็กสาวผู้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ-กลับเลือกที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือนวนิยายที่หยิบยืมมาจากหอสมุด และตัวเลขยี่สิบเล่มก็คือเป้าหมายที่สาวน้อยวัยสิบสี่ปีวางไว้สำหรับปิดเทอมครั้งนี้ของเธอ
เมื่อคุณพ่อบอกกับชิซึกุว่าหอสมุดกำลังเปลี่ยนระบบการยืมหนังสือจากที่เคยใช้บัตรเป็นระบบบาร์โค้ด เธอก็นึกอยากหยิบเอาการ์ดกระดาษแข็งที่บันทึกรายชื่อผู้ยืมหนังสือออกมาดู น่าแปลก, ที่หนังสือทุกเล่มที่เธอเคยอ่านจะมีชื่อของ "เซย์จิ อามาซาว่า" (Seiji Amasawa)ยืมไปก่อนหน้าเธอทุกครั้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความประหลาดใจให้ชิซึกุอย่างมาก และทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเฝ้ามองหาชายในจินตนาการของเธอ

ขยันอ่านหนังสือ สอบเข้ามัธยมปลาย และเรียนในมหาวิทยาลัยดี ๆ คือเสียงจากสังคมที่กระซิบบอกเยาวชนที่กำลังเติบโต แม้ชิซึกุจะชอบหนังสือนิยายเพียงใด หรือมีพรสวรรค์ในด้านวรรณคดีแค่ไหน ตัวเธอเองก็ไม่สามารถมองข้ามบรรทัดฐานเหล่านั้นและเลือกเดินไปบนเส้นทางที่ตนเองรักได้อย่างสบายใจ
บางที, ชีวิตวัยรุ่นอาจจะหนักและน่าปวดหัวเกินกว่าที่เด็กสาว-ที่ชอบล่องลองไปในโลกแห่งความฝัน-อย่างเธอก็เป็นได้
แต่แล้วในเช้าวันหนึ่ง-ที่ดูเหมือนจะเป็นวันธรรมดาสำหรับหลาย ๆ คน-ช่วงเวลาแห่งการค้นหาตนเองของชิซึกุก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ระหว่างกำลังนั่งอยู่บนรถไฟเพื่อเดินทางไปส่งปิ่นโตให้คุณพ่อที่หอสมุด ชิซึกุก็พบเข้ากับแมวเร่ร่อนตัวอ้วน ทีท่าเมินเฉยไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้างของมันทั้งยียวนกวนประสาทแต่ก็ชวนให้น่าสนใจ เธอตัดสินใจติดตามแมวจอมเจ้าเล่ห์ไปเรื่อย ๆ เพื่อค้นหาเป้าหมายของมันซึ่งก็คือร้านขายของเก่า "Earth Shop" ที่ดำเนินกิจการโดยคุณตาท่าทางใจดี และมีรูปสลักแมว "Baron Humbert Von Jikkingen" อันแสนงดงาม
ราวกับโชคชะตาชักพา, หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้รู้ว่าเซย์จิคุงคนที่เธอตามหาก็คือหลานชายแท้ ๆ ของคุณตาเจ้าของร้านขายของเก่าแห่งนี้นี่เอง
ที่นี่, ชิซึกุได้เห็นแง่มุมลึก ๆ รวมทั้งตัวตนจริง ๆ ที่ไม่เคยเห็นของเซย์จิ สิ่งเหล่านี้มันก็ทำให้หัวใจของเธอพองโตความฝันของเด็กชายที่แน่วแน่ต่อการเป็นช่างทำไวโอลินจุดประกายให้ชิซึกุฮึดสู้ กลับไปฟังเสียงกระซิบจากหัวใจ และลงมือเขียนนวนิยายซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรักมาตั้งแต่ต้นและรักมากที่สุดเพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเองตามความคิดของเธอ
ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้สาวน้อยได้รู้จักตนเอง และสามารถก้าวพ้นวันเวลาแห่งความสับสนไปได้อย่างมั่นคง

เรื่องราวของเซย์จิและชิซึกุใน Whisper of the Heart นั้น ถูกนำเสนอด้วยภาพลักษณ์ของเด็กที่เติบโตภายใต้การดูแลของครอบครัวที่อบอุ่น และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพูดคุยอย่างเท่าเทียมแม้ว่าเส้นทางที่ตัวเอกทั้งสองต้องการจะเป็นหนทางที่ผู้ใหญ่มองว่าไม่มั่นคงและน่าหวาดหวั่น แต่อย่างน้อยพ่อกับแม่ของพวกเขาก็ไม่ขัดขวาง และเมื่อเห็นว่าลูก ๆ มีความตั้งใจจริง ก็ให้โอกาสในการทำตามฝันนั้น
ซึ่งผลของมันก็คือการที่ตัวเอกได้เรียนรู้สิ่งสำคัญบางอย่างด้วยตัวของพวกเขาเอง
เป็นไปได้หรือไม่ว่าปัญหาสังคมจำนวนมากในปัจจุบัน ล้วนเกิดจากปัญหาความสัมพันธ์อันแตกร้าวของครอบครัวสมัยใหม่ที่นับวันจะมีเวลาให้กันน้อยลง แต่กลับบีบคั้นและปิดกั้นอิสระกันมากขึ้น
เป็นไปได้หรือไม่ว่าปัญหาทั้งหลายสามารถแก้ได้ด้วยการหันหน้าเข้าพูดคุยของคนในครอบครัว และเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ทำในสิ่งที่ตนรัก
อยากให้พ่อแม่ทั้งหลายได้ดูเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้เข้าใจวัยรุ่นมากขึ้น เพราะเบื้องหน้าแห่งรอยยิ้มนั้น ลึก ๆ แล้วอาจแฝงไว้ซึ่งความสับสนจากการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์และสังคม
ที่สำคัญกรุณาอย่าเป็นคนที่เข้าใจ "แต่เพียงในนาม" ที่ออกปากบอกว่าลูก ๆ สามารถปรึกษาได้ทุกเรื่อง แต่พอเอาเข้าจริงกลับเป็นเดือดเป็นร้อนและด่าทอลูกของคุณเมื่อเขาเอาปัญหาใหญ่จริง ๆ มาร้องขอความช่วยเหลือ
อยากให้วัยรุ่นผู้มีความฝันทั้งหลายได้ดูเรื่องนี้ จะได้รู้ว่าการค้นหาตัวเองก็เสมือนการเจียระไนอัญมณี เราไม่รู้ว่าภายในก้อนดินอันสกปรกจะมีอะไรซ่อนอยู่นอกจากจะได้ลงมือเจียมันออกมา แม้บางครั้งผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นเพียงก้อนกรวดไร้ค่า แต่ประสบการณ์ที่ได้รับกลับมานั้นยิ่งใหญ่เหนืออื่นใด
ฉะนั้นจงอย่าหวั่นเกรงที่จะก้าวเดินไปในเส้นทางของตนตามเสียงกระซิบของความรู้สึก และต้องไม่รีบร้อน หากคอยขัดเกลาบ่มเพาะประสบการณ์จนชำนาญ
เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง แค่ความรักความชอบบางทีมันก็ไม่พอ
เท่านี้จุดหมายปลายทางที่ฝันย่อมไปถึงได้โดยไม่ยากอย่างแน่นอน
|